วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

666








เสร็จแล้วครับ กับงานที่ทำแล้วรุสึกงงกับตัวเอง ว่าเก็บกดไรรึป่าว 55 ก็ลองเปลี่ยนสไตล์งานจาก เดิมทีที่ใช้เลเยอร์มากมายหลายชั้นในการทำน้ำหนักให้งาน เปลี่ยนเป็นเงาน้ำหนักเดียว แล้วใช้เป็นลวดลาย จากนั้นก็ตามด้วย gradiant ที่งานนี้ยิงปิ้วๆ มั่วกันทั้งงานเลยทีเดียว



เห็นอย่างงี้แต่มีเลเยอร์เสียเยอะมาก ที่ปิดบังแอบซ่อนอยู่ ใต้ผลงาน อีกทั้งอนาโตมี่ที่ค่อนข้างไม่ได้ส่วนเป๊ะ ก็เป็นปัญหาหลักสำหรับงานนี้มากเลย เพราะว่าผมจบสูตรดรออิ้งมาแค่ porttrait น่ะนะ งานนี้จึงเป็นโจทย์ยากที่ทำเอา ต้องแก้แล้วแก้อีก (โดยเฉพาะตัวผู้หญิง ที่แก้กันถึง 3 4 รอบด้วยกัน) แต่ดีครับ เพราะอย่างน้อยก็จบงานโดยไม่มีการดาฟเกิดขึ้น lol



พูดถึงคอนเซ็ป ก็ไม่รุสินะ จากเดิมที ที่ทำเลเยอร์เยอะๆ ผมก็อยากเปลี่ยนมาเป็นน้อยๆ บ้าง ส่วนเรื่องราวของภาพ ผมก็งงกับตัวเองเหมือนกัน ไม่มีอะไรมากครับ นอกจากความรู้สึกอยากวาดรูปนี้ขึ้นมา อาจจะเพราะช่วงนี้ฟังเพลง death metal ทุกวันด้วยมั้ง เลยอารมณ์แปรปรวน lol



ทำออกมาเสร็จก็พอใจผลงานมากครับ แต่รู้ว่างานนี้มีจุดผิดเพี้ยนเยอะ ทั้งสีทั้งสัดส่วนที่มีให้ติ กันพอควรเลย แต่นับเป็นประเดิมงานสไตล์ใหม่ชิ้นแรก ถ้าไม่รีบจบงานเร็วกว่านี้ ตามจิงผมอยากใส่ลายละเอียดอะไรมากขึ้นกว่านี้อีกนิดนะ






เอาล่ะคับ ส่วนนี้ขอนอกเรื่องบ้างที่พูดถึง death metal

จากนี้ไปขอบ่นถึงเพื่อน หรือผู้ มีอคติต่อเพลงที่คุณๆ กำลังฟังหรือได้ยิน ส่วนตัวผม ผมเป็นคนที่ฟังเพลงได้ทุกแนวนะ ตั้งแต่เกาหลีจ๋า ยัน death metal ที่แหกปากไม่รู้ว่ามันร้อง(ห่า)ไรออกมา แต่ที่ไม่ชอบก็พวกแนวฮิพน่ะนะ อันนั้นฟังแล้วรุสึกรำคาญ ที่จะบ่นก็คือการปิดกั้นตัวเองของผู้มีอคติ ที่คิดว่าตนนั้นมีสไตล์นี้ (อาจจะเช่นการแต่งตัว หรืออะไรก็แล้วแต่) ทำให้เป็นกำแพงสูงกั้นว่า อย่างข้าน่ะ ไม่ฟังหรอก เกาหลี ลาว เสี่ยวอย่างข้ามันต้องการาจร็อค เออก็ว่ากันไป ทั้งที่ตามจิงพวกคุณนั้นยังไม่ได้เปิดใจฟัง หรือ แม้แต่จะฟังคุณก็ด่าว่ามันเสี่ยวก่อนแล้ว ซึ่งบางที การที่เราไปตามสถานที่ที่นึงที่มันเปิดเพลงที่คุณมีอคติ หรืออะไรก็แล้ว แต่คุณฟังแล้วมันติดหู หรือถึงกับเอามาฮัมเพลงในใจ แต่ปากคุณกับบอกว่ามันเสี่ยว ผมว่านั้นแหละคือการปฏิเสธ การพยายามไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น แท้จิงแล้วเพลงแต่ละประเทศมันก็มีแนวของเค้าไป คำว่าเสี่ยว ไม่เสี่ยว ผมว่ามันไม่มีหรอกครับ มันมีแต่คำว่าคุณชอบหรือไม่ชอบเท่านั้น


วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

photo shot(p)




คับ กับงานที่ถ่ายเส็ดแล้ว แบบเห็น(หนัง)หน้า กันชัดๆ แนวตั้ง ซึ่งตามจิงส่งแบบหลบมุมแนวนอน
ที่ถึงขั้นกับมาตั้งหัวข้อใหม่เนี่ยะ ใช่ว่าจะเห่อกับเจ้างานนี่หรอกครับ แต่จะพูดถึงเรื่องที่จะถ่ายรูปกันบ้าง
งานนี้ต้องรบกวนพ่อให้มาเซ็ตไฟถ่ายนะ (เพราะที่บ้านไฟมืด ไม่ค่อยสว่างเท่าไหร่ บวกกับถ่ายเอาซะกลางคืน) ก็จัดไฟยังกะสตูดิโอย่อมๆ กันเลยทีเดียว

ตามจิงนะ เรื่องการถ่ายรูปแค่นี้ มันใช่ว่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากไรเลย แต่เพราะผมเองก็ไม่ได้เคยเรียนหรือ แม้แต่จะสนใจถ่ายรูป เพราะกล้องส่วนตัวน่ะมันมี แต่ไม่เคยคิดจะเอาไปถ่าย เป็นคนไม่พกกล้องเลย ปันหาที่ตามมาก็คือ ถ่ายรูปไม่เป็น ต้องใช้คำว่า ไม่เป็น กันเลยทีเดียวนะ เพราะแค่เปิดกล้องมา ก็งงตึ้บกับโหมดมันแล้ว ไปจอเมนู กลับไปโหมดถ่ายก็ต้องสะกิดเพื่อน เฮ่ย มึงเปลี่ยนกลับโหมดถ่ายให้หน่อยเดะ กูใช้ไม่เป็นว่ะ 555

อืม...นะ ตามจิง ก่อนเราจะซิ่วก็เห็นเพื่อนๆเค้าเรียนคอสถ่ายรูปกันตอนปิดเทอม เสียดายที่ช่วงนั้นเราต้องเตรียมจะไปรับน้องใหม่ซะแล้ว เฮ่อ

นอกจากใช้กล้องยังเป็นแล้ว ยังใช้ photoshop ไม่เป็นอีก (จิงแล้วมันเป็นน่ะ แต่พอไม่ได้ใช้มันเลยระเหิดออกจากสมอง) แค่จะเปลี่ยนสีแต่งรูป ต้องวนดูกันนานเลยทีเดียว ใช้เลเยอร์ก็ไม่ค่อยคล่อง เฮ่อ แย่ครับ ก่อนหน้านั้นไม่น่าทิ้งช็อปไปเลย ตอนนี้เข็ดมาก

เอ่อ แล้วก็นี่เป็นรูปผมรูปแรกล่ะม้างที่เอาหน้าตัวเองลงเน็ตให้ได้เห็นกัน 555 ก็ ไครยังไม่เคยเห็นก็นี่แหละคับ สวัสดีคับ

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

I am a Thai Graphic Designer



เส็ดแล้วครับ กับงานประกวดออกแบบfont: I am a Thai Graphic Designer
ที่ทำในรูปแบบให้คล้ายๆกับ Pixel Art แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว รวมๆงานออกมาก็โอเคพอใจครับ แต่มีปัญหากับสีที่เวลา Export มาแล้วปัญหารูว่างสีขาวนั้นทำให้สีภาพดูดร็อปลงกว่าตอนทำพอควรเลยทีเดียวครับ หวังว่าจะไม่มีปัญหาตอนไปปริ้นนะครับ


อีกอย่างที่รู้สึกติดใจก็คือรายละเอียดครับ มันดูยุ่งยากในการจะจัดคอมโพสให้ลงตัวนะ เพราะว่าสเก็ตไว้ทีแรก ผลงานออกมาก็ไม่ได้ตรงตามที่สเก็ตซะเป๊ะ แล้วก็ต้องใช้การจัดช่องไฟ ไม่ยากไม่เหนื่อย แต่เครียดกะการกะช่องซะเหลือเกินครับ


ผลงานที่ออกมาก็ไม่รู้จะถูกโจทย์รึป่าวนะ ที่บอกว่าให้ออกแบบ font แต่ที่ทำเหมือนจะเป็นการเอาคำมาจัดคอมโพสซะมากกว่า แต่ไงๆ ดูจากงานที่คนอื่นทำ มันก็มีแนวๆแปลกบ้างเหมือนกันน่ะครับ ยังไงก็ต้องรอดูผลต่อไป
เขียนเพิ่มนะ ก็หลังจากที่ลองดูไปดูมาแล้ว รู้สึกว่าพอทำในอีลาส กับถ่ายออกมาสีงานดร็อปมากเลย จากปันหาช่องห่าง ทำให้สีที่มองเห็นมันดูซีดลงไปเยอะ เราเลยจัดการถมดำ(แม่ม)เลย ก็ทำให้งานดูออกมาโอเคขึ้น ทีแรกว่าจะใช้แถบหลังคาด แต่ให้ตายเหอะ ทั้งแข็งทั้งขัด เสี่ยวๆ เราเลยเอางี้ดีกว่านะ

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

Clint Eastwood : Graphic

เส็ดแล้วครับ รูป CG ที่ทำขึ้นเล่นๆ เพื่อฝึกมือช่วงปิดเทอม สนุกดีคับ ทำวันละนิดละหน่อย
แล้วก็ใช้การลงสีแบบที่เมื่อก่อนใช้การจิ้มช่องเปลี่ยนมาเป็นการ Adjust color เอา รวมแล้วทำให้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ 55 ส่วนสีก็ใช้การเบรคระหว่างโทนม่วงเหลือง กะน้ำเงินส้ม เป็นส่วนใหญ่นะครับ ซึ่งงานส่วนใหญ่ที่ผมทำไม่ว่าจะสีน้ำหรืออะไรก็แล้ว แต่ก็จะเน้นสีน้ำเงินทั้งนั้น ตามจิงงานนี้กะจะเลี่ยงแล้วนะเนี่ย แต่ก็อดใจไม่ได้ lol ไว้งานหน้าผมคงลองโทนแปลกๆดูบ้างครับ

ยังไงงานนี้ขอบคุณ พี่มือโปรทั้งหลายที่ให้คำตอบนะคับ 55

ในรูปงานก็เป็นรูปของ clint eastwood นะ ที่เลือกปู่มาทำก็ไม่ใช่ไรหรอกคับ คือรักหนังของปู่มากน่ะนะ ดูน้ำตาไหลแทบทุกเรื่องเลย (แผ่นก็อปทุกเรื่องเช่นกัน) เพื่อตอบแทนหนังดีๆ ก็เลยทำCGให้ปู่ละกันนะ lol
อยากให้ปู่มาเห็นนะเนี่ย LOL ที่ทำใส่ชุดคาวบอยก็เพราะเมื่อก่อนปู่แกเน้นกำกับหนังคาวบอยเป็นหลักน่ะนะ ถึงแม้สีจะไม่ค่อยคาวบอยก็เหอะ 55

งานหน้าผมคงจะลองทำงานให้จบในกรอบพอดี ไม่มีกิมมิคยื่นมานะครับ(ไอ้ที่ยื่นๆมานี่ไม่ได้ตั้งใจนะ แต่คือมันจบงานไม่เป็น) แล้วคงจะเอาเพลง Painkiller ของ Judas Priest มาทำนะ ติดตามกันต่อไปครับ

เอ้อ งานนี้รุ้สึกจะมีปันหากับ Export คับ คือออกมาแล้วสีมันสดมากกกก กว่าที่ทำอ่ะนะ

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2552








เปลี่ยนบรรยากาศจากเหล่างานกลิ่นอาย PC มาเป็น งานมือบ้างครับ
เซ็ตนี้วาดตอน มศว ปี 2 เทอม 1 ช่วงเวลาที่ยังไม่ซี้กับโคปิกเท่าไหร่ ก็ช่วงนั้นบ้าเห่อสีน้ำก็เลยใช้สีน้ำทำ ผสมกับพวก EE โปสเตอร์ขาว มิ้วกี้ และสีไม้ผสมๆกันระบายครับได้อย่างที่เห็น ซึ่งตอนนี้ถ้าวาดคงได้ดีกว่านี้เยอะละ ยิ่งถ้าใช้โคปิกคงคุณภาพจี๊ดกว่านี้
สำหรับงานมือที่ใหม่กว่านี้เด็ดกว่านี้ของศิลปากรผมก็โดนอาจารย์(รัฐไทย) เค้ากำจัดทิ้งไปแล้ว เจ้าตัวบอกว่าไว้จะหาให้ จนตอนนี้ก็เงียบหาย ผมว่าคงงอกเป็นถั่วงอกไปแล้วล่ะคับอาจารย์ lol

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552

Future Form : Design II


งานนี้เป็นงานสรุปวิชา Design ii ของศิลปากรนะครับ ซึ่งพึ่งทำไม่นานนี้เท่าไหร่

อย่าพยายามมองครับ ว่างานนี้มันคือสิ่งประดิษไรเนี่ยะแหลมๆทองๆ ยังกะยานบินใน Starwar
คือโจทย์งานเป็นวิชา Design ii ที่ให้ทำโมเดล theme ของอนาคตที่น่าจะเป็นในอีก 10-15 ปีข้างหน้า
ซึ่งก็แล้วแต่แนวคิดของแต่ละคนว่าจะคิดในแง่ดี หรือคิดในแง่ลบ หรือจะหลุดโลก หรือจะอ้างอิงความจริงก็ต่างคนก็ต่างๆกันไป ส่วนผมค่อนข้างยึดติดนิดนึงเล่นในเรื่องของรสนิยมของคนในยุคนั้นที่น่าจะเป็นไปได้นะครับ ซึ่งในอนาคตผมก็ไม่ได้คิดต่างอะไรจากตอนนี้มากนัก แต่คือว่าคนน่าจะหันเข้าหาความเรียบง่ายที่เป็นไปได้มากที่สุดจากชีวิตที่ผู้คนในอนาคตน่าจะมีแรงกดดันทางสังคมที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการคมนาคม หรือการเมืองเศรษฐกิจ ปัจจัยอะไรหลายๆอย่าง การดีไซน์ที่ออกมาดูเรียบง่ายเพื่อขัดเกลาชีวิตที่ยุ่งยากมากเรื่อง ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำสมัยอย่างรวดเร็วก็ส่งผลต่อดีไซน์อย่างมากเช่นกันครับ(ซึ่งส่วนนี้รูปแบบดีไซน์ถ้าไครจำยานขนส่งใน ep 1 ได้ก็จะคุ้นๆกับงานนี้ครับ)

เป็นงานที่ทำเอาสนุกและทรหดสอนบทเรียนชีวิตดีครับ เรียกว่าเผาที่สุดเกือบจะในชีวิตแล้วม้างงานนี้ ตื่น 10 โมง สเก็ตแบบ 11 โมงขึ้น 3d จัดเพจทำไปทำมา กะพวกแผ่นพรีเซนต์ที่เป็นพาวเวอร์พอยต์อีกครับ กว่าจะเส็ดก็ปาเข้าไปเกือบเช้าแล้ว จากนั้นต้องตื่นมาไปปริ้นเส็ดกลับมาเที่ยงๆ นอนพักซักชั่วโมง หลังจากนั้นก็ต้องเริ่มทำโมเดล(ย้ำว่าเป็นโมเดลที่ต้องเนี้ยบนะครับ ไม่ใช่โมเดลสตั๊ดดี้)ต่อภายในวันเดียวเลยครับ ยันเช้าก็ยังไมได้นอนครับ วันต่อไปก็หยิบไปส่งพร้อมสี blonde ที่แห้งไม่ทันส่ง ซึ่งมีเวลาตากได้แค่ 4 ชั่วโมงเอง สภาพโมเดลเหมือนโดนหมาเรื้อนฟัดกระจาย 555 ล้อเล่นครับแค่ประมาณริ้วรอยมันเยอะมากๆอ่ะ

งานนี้เหนื่อยมากครับ 2 วันที่อดหลับอดนอนกันสุดๆเลย สภาพโมเดลต่ำมากก็จิง แต่เพจก็อย่างที่เห็นครับ พอดูได้ แล้วโดนอาจารย์บังคับให้แบ่งเพจเป็น 2 อัน ก็เลยดูโล่งๆสะอาดตาไปอีกแบบครับ.

*รู้สึกเอาขึ้นเว็บแล้วสีเพี้ยนนะครับ 55

งานเก่ามากอีกงานครับ สมัย มศว. ปี 1 เทอม 2
เป็นหนึ่งในงานที่รู้สึกกากครับ เพราะแทบไม่ได้ทำอะไรกับเจ้างานนี้เลย มาเป็นจอบ ยืดหดได้ -*-
พอดีตอนนั้นคิดได้แค่เนี้ยะแหละครับ ออกแนวทำเผาๆ เพราะแค่คืนเดียวจิงๆครับ แถมซ้ำเป็นงานสอบอีก
ส่วนอาจารย์แกก็ไม่ค่อยจะแคร์ลูกศิษย์เลยครับ มาๆ ขาดๆ สอนก็ไม่ค่อยสอนอะไรเลย ทั้งเทอมมีงานอยู่ 2 ชิ้นให้ส่งครับ อย่าให้ว่าเด๋วจะยาววววว 555
ยังไงขอโทษเพื่อน มศว นะครับ แต่อาจารย์คนนี้ผมอดไม่ไหวขอหน่อยเถอะ

Time To Deco

งานเมื่อนานมากแล้วครับ สมัยตอน มศว ปี 1 เทอม 2 รึป่าวไม่แน่ใจ วิชาฮิสตอรี่ครับ
ไม่มีไรมากครับ เป็นนาฬิกาที่ทำมาให้ตรงกับความเป็น Art Deco แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายว่า Deco มันเหลี่ยมๆ ไอ้เราก็ทำๆไป เน้นเรียบๆง่ายๆเป็นหลัก 555

ส่วนตัวงานนี้ผมชอบหน้าปัดนาฬิกาดีครับ ซึ่งเป็นนาฬิกาทีเปลี่ยนเข็มที่ยื่นออกมาให้กลายเป็นร่องเข็มแทนครับ แล้วหมุนทั้งตัวเรือนหน้าปัด แต่พอมาดูที่ตัวเรือนตอนหลังผมรู้สึกว่ามันยังไม่เรียบที่สุดอย่างแท้จิง มีกิ่งก้าน มีขาตั้งอะไรมาวุ่นวายลูกตาเหลือเกิน อยากเอามา Redesign อีกครั้งจัง lol

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2552

Swu Hockey Club






















อันนี้งานจ็อบนอก(ที่ไมได้ตัง)ออกแบบลายสกรีนให้กับ Hockey Club ของ มศว นะครับ (ซึ่งทำหลังจากซิ่วมาแล้วได้ระยะหนึ่ง -*- )
ก็ทำออกมาให้หน้าตาดูกวนตีน แบบว่าเล่นจัดจ้านเต็มที่ แต่ส่วนตัวก็คิดว่าหน้ามันกวนตีนไปนิดนึงนะ 555
ไม่รู้เค้าเอาไปแล้วได้ใช้รึป่าว แต่ก็ทำแล้วสนุกดีครับ เป็นครั้งแรกที่วาดการ์ตูนแล้วมาทำอีลาสล่ะม้าง

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552

Redesign : Thai Privillege Spa



























อันนี้งานวิชา Graphic Design ในสมัยที่ยังเรียนอยู่ มศว. ปี 2 เทอม 1 โจทย์ก็ให้ไปเซอเวย์หาบริษัทโรงแรม หรือไม่ก็ Spa มาทำการ re design ให้ดีขึ้น
ซึ่งผมก็ไปเลือกที่ Thia Privillege Spa มา redesign ซะ ท้าวความเดิมทีบริษัทสปานี้ก็หรูระดับมากกกก
มีสาขาอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์น่ะนะ ก็มา redesign ซึ่งทำไงให้ดีกว่าเค้าก็เป็นเรื่องยาก
แต่ในหัวผมคิดอย่างเดียวว่าเออ ถ้าทำสปาไทย ก็ไหนของเดิมเค้าก็ไทย เราก็เลยจะอัพเกรดให้เป็นไทย + จ๋า
ซึ่งตัวงานก็ออกมาตามนี้นะครับ ตามจิงยังมี manual report แต่นำมาลงไม่สะดวก ผลงานถามว่าพอใจมั้ย ก็พอใจครับ แต่ผมคิดว่ามันเป็นงานที่ตอนนี้มาดูแล้วไม่ดีเหมือนตอนทำน่ะสิ คือผมเน้นแค่ความสะใจของผมให้เป็นลายไทยเอามาจัดวาง แต่ดูแล้วไม่รู้สึกถึงสปา ที่ผ่อนคลายเลย แต่ได้อารมณ์ของสปาไทยที่โบราณ แทบจะมีนางรำมาอาบน้ำให้เราเลยทีเดียว ซึ่งมันดูอึดอัดและโบราณไปสำหรับผมที่มาดูเอาตอนนี้นะ แล้วก็ตัวโลโก้ที่มีลายพร้อยข้างในซึ่งจะมีปัญหาแน่ถ้านำไปใช้จิงแล้วย่อขยาย


















วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

Thank Logo




อันนี้เป็นงานของขายสำหรับรุ่นพี่ ในงาน Thank คณะนะครับ เป็นสติ๊กเกอร์เล็ก กับป้ายติดรถ ซึ่งก็โดนเพื่อนๆสั่งมาให้ทำ เน้นโลโก้คณะ ละก็เวิร์ดดิ้งของ Decorative arts Silpakorn University

ก็รวมๆตอนแรกกะจะทำให้มันเป็นคำพูดของ Dec in car ซึ่งกะจะใส่กราฟฟิกอะไรเข้าไปด้วย แต่เนื่องจากเวลาที่บีบเหลือเกิน กับขี้เกียดยุ่งยาก ก็เลยจัดการนำโลโก้คณะมาแปะลงไป (ซึ่งส่วนตัวผมก็คิดว่าโลโก้นี้ก็สวยดีอยู่แล้วนะ การที่นำมาใช้นี้ก็น่าจะโอเค) ก็เลยจบงานที่ดูเรียบๆแค่นี้ครับ ทำออกมา สองสีคือ ดำ ขาว และสติ๊กเกอร์อีก 1

ยังไงนี่ก็เป็นรูปสแกน ไม่ใช่ไฟล์แท้นะครับเลยไม่ชัด

รุ่นพี่คนไหนโดนบังคับซื้อ หรือ ซื้อไปแล้วไม่ชอบ ก็ขอโทษด้วยกันนะครับ 555

เล่าถึงเรื่องวันงานแต๊งถึงผมต้องทำหน้าที่เสิฟแต่งานก็สนุกดีนะ ตอนแรกก็ต้องแต่งเหน่อ ออกไปเชินพี่ๆถึงตรอกข้าวสาร (จิงแล้วก็ต้องไปสยามด้วย) จำไม่ได้ว่าวันนั้นพี่วงอะไร เล่นเพลงโคตรเมา เอ้ย! มันส์เลย รวมๆแล้วบรรยากาศวันนั้นมหาลัยไม่ต่างอะไรกับผลับเลย 55

เอ้อป้ายติดหลังรถมี Error นิดหน่อย จับผิดกันได้นะเออ แล้วก็ขอบคุณ บอม กะคุณแม่บอมด้วยนะ ที่ทำหน้าที่ฝ่ายผลิตได้ดีจิงๆ

mouse







อันนี้งานไม่นานนี้ครับ คือโจทย์ให้ทำสเก็ตเม้าส์ ที่ค่อนข้างมีคอนเซ็ปแนวๆ โดดเด่นแบบที่ไม่เคยมี แล้วให้ทำโมเดลออกมาให้สมจริงเรียลลิตี้ที่สุด กดได้คลิ๊กได้จิงครับ O_o ซึ่งก็โอเคครับ โมเดลทำเส็ดออกมา ก็สมหวัง หากแต่ติดตรงerror ไปกับสี bright silver ที่แห้งช้ามากๆ 3 วันแล้วโดนกดยังเป็นรอยเลย




เนื่องจากโจทย์งานอาจารย์ไม่ค่อยสนใจในเรื่องการขาย สนแต่เพียงคอนเซ็ปแปลกๆ กับการทำโมเดลให้ได้ดังแบบ ดังนั้นดีไซน์ รูปแบบอะไรผมก็ไม่ได้เน้นมาก แค่กะให้เส็ดภายในวัน สองวัน ก็ได้ดังนี้ครับ ผลงานออกมาใช้ได้ระดับนึง ซึ่งผมก็คิดในเรื่องระบบ Data traveller ที่เดี๋ยวนี้คนไปไหนมาไหน พก Usb ตัวเดียว ก็สามารถฟังเพลงได้ เคลื่อนย้ายไฟล์ได้ ถ้าเกิดว่าเรานำมาใช้กับเม้าส์ไร้สาย ที่เหมาะแก่การพกพาคู่ไปกับโน้ตบุ๊ก ผมว่ามันน่าจะเวิคนะครับ




เอาน่ะครับ งานนี้ผมไม่ได้คิดลึกซึ้งอะไร ทำๆออกมาก็โอเคสมใจแล้วครับ
งานนี้สนุกที่สุดก็ตอนที่ไปสำเพ็งตะเวนหาของนี่แหละครับ เนื่องจากเม้าส์โมเดลต้องคลิ๊กได้มีเสียงจริง เพราะงั้น ต่างคนก็ต่างต้องคิดวิธีว่าจะทำไงกันดี ตอนแรกก็มีไอเดียจากเพื่อนคนนึงว่า ใช้เปลือกท็อฟฟี่จิ
เออ?นะ มันก็น่าจะใช้ได้
แต่สุดท้ายแล้วแทบทุกคนก็ไปใช้ลูกคลิ๊กจากเม้าส์จิงกันทั้งนั้น ซึ่งผมก็ไปได้เม้าที่แบบนดินขายแถบถนนเสือป่า ตัวละ 20 บาท สภาพพอดูได้ ปรากดว่ามาเสียบกับคอม ยังใช้ได้เหมือนเม้าส์ปกติเป๊ะ (จะทิ้งกันทำม๊าย) ว่าแล้วก็ซื้อมา 3 ตัว แงะเสียไปตัวนึง อีกตัวนึงก็เอามาใช้ตามปกติ ส่วนอีกตัวเอามาเป็นเม้าส์สำรองที่บ้าน lol คุ้มจิงๆ 60 บาทได้เม้าส์ตั้ง 3 ตัวแหนะ แต่เหนื่อยหน่อย เพราะวันนั้นผมเดินตั้งแต่หน้าเพาะช่าง(แถวๆพาหุรัด ยันถนนเสือป่า แถมเดินวนๆไปมานานมากๆ) สนุกกับได้ประสบการณ์ดี ขอบคุณเปาที่ให้แหล่งขายนะ 555

ink cartridge : Recharger






















อันนี้ก็งานเดียวกับ กล่องรูปผีเสื้อนะครับ
แต่ว่าคนละยี่ห้อ แต่รูปแบบกล่องก็เหมือนๆกัน
ทั้ง 2 ยี่ห้อได้ผลิตกล่องจริงออกมาขายกันแล้ว แต่เสียดายที่ไม่ใช่หมึกปริ้นดังอะไร (ก็แหงล่ะนะ ไม่งั้นผมคงไม่มีสิทธิ์ได้ทำหรอก lol) น่าจะเห็นได้ตามพวกร้านขายหมึกปริ้นตามพันทิพ กะ ฟอร์จูนครับผม

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552

Ink Cartridge





































อันนี้เป็นจ็อบนอกนะครับจากพ่อเพื่อน(พ่อโบ้) ให้ออกแบบกล่อง ink cartridge ก็ได้ประมาณนี้ ทำตอนปี 2 เทอม 1(มศว) ครับ งานนี้เป็นกราฟฟิกเต็มตัวชิ้นแรกของผมจริงๆที่ค่อนข้างส่งผล ต่อการผลักดันที่อยากทำกราฟฟิกต่อๆไป ก่อนหน้านี้ผมใช้อีลาสเพื่อการจัด layout เพียงอย่างเดียว
ซึ่งแท้จริงแล้วตอนแรกผมก็กะว่าจะทำเป็นรูปแบบกล่องหมึกปริ้นทั่วๆไป ที่เป็นการวางรูปภาพสีสดๆ กะรูปถ่ายผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใน แต่ปรากฏว่าลูกค้าชอบแบบที่เป็นกราฟฟิกที่ผมทำมามั่วๆซะมากกว่า ก็ทำไปทำมา พัฒนาไปมาก็มาสุดอยู่ที่ 2 แบบนี้ครับ
* ตัวผีเสื้อไม่ใช่ clipart นะครับ ผมทำขึ้นเอง






























อ่ะนี่คืองานสมัยที่ผมยังศึกษาใน มศว.น่ะนะครับ (ปี 2 เทอม2) งานนี้คือการทำมินิทีสิสที่รวมกลุ่มกัน 5 คน ทำทั้งเทอม ก็วัดน้ำใจกันไปดีเหมือนกันนะ
ตัวงานก็เป็นเครื่องทำน้ำอุ่นที่เน้นประโยชน์ใช้สอยให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของบุคคลผู้มีกำลังซื้อสูง พร้อมเป็นรูปแบบมัลติฟังก์ชั่น และการใส่เทคโนโลยี Touch Screen Ceramic ลงไปในปุ่มกดด้วยครับ เพื่อป้องกันคราบที่จะเกิดจากไคลน้ำ หรืออะไรต่างๆ พร้อมหัวฝัก 2 แบบ ที่เป็นแบบเลื่อนติดตัวเครื่อง และหัวฝักตามปกติ
ข้อด้อยงานนี้ผมก็ว่ารูปดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากเปลือกหอย ว่าแต่การ re design บ่อยๆก็ทำให้เกิดการสับสนเหมือนกัน ซึ่งตอนนั้นก็ดูว่าดีแล้วมาตอนนี้ผมก็ว่ามันแหม่งๆอยู่นะ แต่ก็โอเคผลงานออกมาก็ภูมิใจดี ขอบคุณเพื่อนร่วมกลุ่มทั้งหลายแหล่

อุ่นเครื่อง

ก็จากที่อัพไว้คราวที่แล้ว

ครั้งนี้ก็ประเดิมเริ่มการเขียนบล็อกให้เข้าเรื่องไปอีกนิดนึงนะ 55

ก็ยัง งงๆ น่ะนะถ้าจะพูดถึงงานก็ไม่รู้จะเริ่มจากไร เพราะข้อจำกัดบล็อกก็ทำให้เรียงไฟล์งานตามต้องการได้ลำบากเหมือนกันนะ

เอาเป็นว่าคิดไง อยากลงไรก็ลงเลยแล้วกัน จนกว่าจะลงงานที่เคยทำไว้ครบตามต้องการ ก็จะค่อยหาใหม่ๆมาลง

ซึ่งผมก็คงลงเฉพาะงานที่โอเค ย้อนสมัยมัธยมคงไม่แสล๋นดอกเอามาลงละล่ะ ไม่ใช่ hi5 หนินะ lol



งานส่วนใหญ่ที่ผมทำก็เป็นพวกงานกราฟฟิก โปรดัก สีน้ำก็มีนะ(เพื่อนที่ Dec คงไม่เคยเห็นผอดสีน้ำเก่าผมเท่าไหร่ และก็คงไม่คิดว่าแท้จริงแล้วผมหลงใหลในสีน้ำมาก หากแต่การเอามาใช้ในปัจจุบันนั้นเริ่มมีน้อย เพราะผมเอะอะอะไรถ้ามีโอกาสก็คอมไว้ก่อน ซึ่งไม่ดีเลยก็ ว่าไว้จะมาลงเล่นๆเหมือนกันนะ) ก็เลยรวมๆแล้วจะเป็นงานคอมซะมากกว่า



เป็นไปได้ตอนนี้เวลาว่างปิดเทอม ผมไม่ได้ไปติวน้องที่ไหนอย่างที่เคย แต่ก็ฝึกคุ้ยวิชา photoshop เก่าที่เคยลืมไปหมดแล้ว (เพราะใช้แต่อีลาส) ก็คุ้ยกลับมาได้ประมาณนึง กับไปฝึกวาดโครงหน้าการ์ตูนและกะจะต่อด้วยฟิกเกอร์แบบคร่าวๆที่น่าจะเอาไปอะแด๊พทำไรได้หลายอย่างน่ะนะ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นได้แค่วาดหน้าการ์ตูนเท่านั้น ที่ผมใช้แบบจากอาจารย์ Ayami Kojima ที่เป็นคาแรคเตอร์ดีไซน์ให้แก่เกมส์ตระกูล Castlevania อยู่ช่วงนึง งานอาจารย์แกจะออกฟิวหลอนๆ เหมือนพวกอารมณ์เรอเนสซองส์ไรประมาณนั้น และส่วนตัวชอบในความการ์ตูนที่มีความเป็นเรียลลิสซะมาก


<< นึ่หนึ่งในงานของอาจารย์แก งามจริงๆ เห็นว่าเพื่อนบางคนเค้าบอกว่าส่วนใหญ่พวกญี่ปุ่นทำ Cg charactor แบบเทิร์นโปรเค้าจะนิยมใช้การเพนท์นอกก่อน แล้วค่อยนำเข้าคอมแล้วแต่ง ซึ่งต่างจากคนไทยที่เริ่มกับจบงานด้วยคอมเป็นส่วนมาก ไม่รู้ว่าจริงรึป่าว ผิดถูกไงบอกด้วยนะ?








นอกเรื่องไปไกล คือตามจริงที่หลังๆสนใจงานลักษณะนี้ ก็เพราะอยากจะทำให้ตัวเองเป็นไรมากกว่าโปรดัก และการทำกราฟฟิกที่จำเจ และ อยากวาดคน หรือ การ์ตูนอย่างคร่าวๆเป็น ซึ่งน่าจะไปใช้ในงานได้หลากหลาย เช่นว่า การวาดคนลงไปเป็นงานกราฟฟิกโดยที่ไม่ต้องไปดราฟหรือหาจากไหน และถ้าจุดสูงสุดที่ผมอยากให้ได้มากสุดคือการนำคาแรคเตอร์ไปสร้างกับโปรแกรม 3d zbrush นะครับ พอละครับ ครั้งนี้ก็ยังแค่เกริ่นก่อน ต่อๆไปคงจะเข้าเรื่องแล้วซะที

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552

H e l l o




บล็อกใหม่คนใหม่นะครับ
ผมชื่อมิ้งนะครับ ตอนนี้ก็อยู่ปี 1 ที่ศิลปากร คณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ซึ่งเดิมทีผมซิ่วมาจาก มศว คณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ ถ้าเทียบตามวุฒิจริงผมก็ต้องอยู่ปี 3 และล่ะ 55
ผมก็เป็นผู้หนึ่งที่ชอบในงานศิลปะ ซึ่งตอนนี้เรียนอยู่ในสายงานโปรดักที่ตอนนี้เน้นการทำโมเดล แต่นอกจากนี้ผมก็พอมีสกิลเก่าจากสมัยก่อนบ้างก็พวกกราฟฟิก 3d แพ็คเกจ กะ สีน้ำ ซึ่งความชอบผมตอนนี้ผมชอบด้านกราฟฟิกมากกว่าโปรดักซะอีก แต่ก็ไม่แน่นอนครับ อนาคตเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

นี่ก็เป็นการเริ่มเปิดบล็อกใหม่ซึ่ง ผมก็ได้วางแผนจะทำมาตั้งนานละ แต่ขี้เกียดบ้าง ไรบ้างนะ จนก็ได้มีกะเค้าซะที ก็แน่นอนครับ บล็อกนี้ก็คงเน้นการลงงานเป็นหลัก แต่ก็คงมีโม้ๆ พูดเรื่องไร้สาระซะบ้าง ผมเองก็มีอะไรให้พูดเยอะนะ ปกติก็พูดเก่งในเวลาที่จำเป็น งั้นถ้ามีไรเขียนลงไปที่มันน่าจะเป็นประโยชน์ หรือความคิดอะไรที่ผมคิดแปลกๆออกไป ก็น่าจะมีให้อ่านกันละนะคราวนี้ คิดว่าคงได้อะไรมากกว่าที่ดูงานแน่เลย 55
แต่ก็อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าผมมันติสต์แตก หรือ เข้าใจยาก ผมก็คนนึงทั่วๆไปนั่นแหละครับ ก็พูดในฐานะนักศึกษาวิชาศิลปะน่ะนะ โดยส่วนตัวผมเป็นคนเห็นอะไร ก็ชอบคิดไปเรื่อยๆ ออกแนวฟุ้งซ่าน ซึ่งส่วนใหญ่เรื่องฟุ้งซ่านที่ผมจะเอามาพูดมักจะไม่บ่อย ยกเว้นเวลาเมาๆ หรือกับเพื่อนเก่าเพื่อนแก่เท่านั้น